ี่
 พรานปืนล่องไพร 
educationresearch


 

                คืบก็ป่า ศอกก็ป่า เป็นคำที่คนโบราณสอนให้พวกเราจำไว้ตลอดเวลาในการเข้าป่า นั่นคือถ้าไม่จำเป็นอย่าเข้า เพราะมีอันตรายมากมาย แต่หากจำเป็นก็ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากที่สุด เช่น ห้ามหลอกกันว่าเสือมา  แกล้งตะโกนว่าหลงป่า เป็นต้น


                ผมเองมีโอกาสเข้าป่าครั้งแรกก็คือไปอยู่ค่ายลูกเสือ หลังจากนั้นก็เป็นการออกป่าที่แทบจะเรียกได้ว่าปลอดภัย เช่นไปเที่ยวน้ำตก ไปเที่ยวดูธรรมชาติหินแปลกๆ ภาพเขียนประวัติศาสตร์ ที่เป็นการอำนวยความสะดวกโดยกรมป่าไม้ ไว้แล้วแทบทั้งนั้น จึงหลงลืมคำเตือนของผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ให้ไว้


                เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ผมได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้เข้าไปสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประชากรที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งการเดินทางต้องผ่านป่าเขาไปหลายลูก แต่ถนนหนทางที่ไปนั้นเป็นถนนที่ลาดยางอย่างดี วิ่งได้ 2 เลน เราที่ได้รับคำสั่งออกเดินทางไปกัน 3 คน พวกเราคิดว่าเส้นทางอาจมีปัญหาได้ เราจึงใช้รถออฟโรด สำหรับเรื่องอาหาร เราคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา หากินได้สะดวกทั้งในหมู่บ้านและตลอดการเดินทาง และคิดว่าเดินทางไปกลับก็ไม่เกิน4 วัน ก็เลยไม่จัดเสบียงไปให้วุ่นวาย แต่อย่างไรก็ตาม ผมเป็นคนที่ชอบกินกาแฟ ไข่ลวก ตอนเช้าๆ ผมก็เลยซื้อไข่ไก่ติดไปด้วย 1 แผงใหญ่ พร้อมกับกาแฟและน้ำตาลเท่านั้น ไม่มีเสบียงอย่างอื่นติดไปด้วยเลย เพราะฉะนั้นยิ่งอย่าถามเลยเรื่องว่ามีอาวุธอะไรติดมือไปบ้าง ไม่มีแม้แต่มีดโกน


                เราขับรถเข้าไปยังเป้าหมาย แต่เมื่อใกล้ถึงหมู่บ้าน เราก็ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เพราะทางขาด เนื่องจากกระแสน้ำจากเขา เราปรึกษากันว่าถ้าถอยหลังกลับก็คงกลับไปมือเปล่า เราเองก็เตรียมรถที่วิ่งตัดไปในป่าได้ แม้จะไม่มีถนน แต่ระยะทางก็ไม่ไกล ลุยกันไปเลยดีกว่า ไม่เกิน 2    ชั่วโมงเราคงเดินทางถึงหมู่บ้าน


                การตัดสินใจของพวกเราในครั้งนั้นถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก เพราะเมื่อเราเริ่มเอารถวิ่งเข้าไปในป่า รถไม่สามารถวิ่งได้ตรงๆ เหมือนวิ่งบนถนน ต้องวกไปวนมาตามไหล่เขา ในที่สุด 2 ชั่วโมงผ่านไป เรารู้ได้ทันทีว่าเราหลงป่ากันแล้ว หันไปทางทิศไหนก็ไม่แตกต่างกัน กลับทางเดินหรือเดินหน้าต่อก็มีค่าเท่ากัน


                คืนนั้นเรานอนกันบนรถ อาหารนะหรือครับไข่ที่เตรียมไว้เป็นไข่ลวกของผมไงครับ รุ่งขึ้นเราหาทางออกจากป่าทุกวิธี แต่ก็เหมือนเดิม สิ่งที่ดีกว่าเมื่อวานก็คือเราเจอไร่ร้างของชาวบ้าน ที่มีต้นมะละกอ 2 – 3  ต้นมีลูกขนาดกำปั้นอยู่ต้นละไม่กี่ลูก ตั้งแต่นั้นมาอาหารหลักของเราก็คือ มะละกอผัดไข่ มะละกอลวกทุกมื้อ จนอีก 3 วันต่อมา ทั้งมะละกอและไข่ก็หมดลงไป แต่โชคของเรายังไม่ร้ายจนเกินไปนัก เราได้พบกับพรานป่าเข้าในเย็นวันหนึ่ง ลุงอินแกเห็นควันไฟแกสงสัยก็เลยตามมาดู แกเล่าให้เราฟังว่าที่ๆเราอยู่นี่ห่างจากหมู่บ้านระยะเดินทาง 3 วัน ซึ่งก็รับอาสานำเราไปส่งให้ถึงที่หมาย


                ลุงอินแกเป็นพรานป่าอาชีพ แกเล่าว่าสมัยก่อนแกล่าสัตว์หลายชนิด เดี๋ยวนี้แกล่าอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือล่าหมี กับหมูป่า แกบอกว่าป่าแถบนี้มีมาก หาได้ทุกเดือนไม่เคยขาด พวกเรามองแกแบบไม่แน่ใจนัก เพราะแกมีแต่ปืนแก๊ปเก่าๆเท่านั้นๆ แกคงจะเห็นว่าเราไม่เชื่อ จึงชวนพวกเราไปนั่งห้างล่าสัตว์กับแกในตอนกลางคืน พวกเราจึงเดินทางในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนเราก็ไปนั่งห้าง


                ในที่สุดของการหลงป่าของเรา เราก็มองเห็นหมู่บ้านอยู่ลิบๆข้างหน้า แต่ว่าค่ำเสียก่อน เราก็เลยต้องค้างคืนในป่าอีก 1 คืน และก็เช่นเคยเราออกไปนั่งห้างส่องสัตว์  ทุกคืนที่ผ่านมาของการนั่งห้างเราไม่ได้สัตว์อะไรเลย ทุกคืนผ่านไปมีแต่ยุงกับยุง การนั่งห้างในคืนสุดท้ายก่อนที่เราจะเข้าไปถึงหมู่บ้าน เราคาดหวังว่าน่าจะได้เจอหมีอย่างที่ลุงอินบอก ไม่ใช่ต้องการยิงมันหรอกนะ แต่อยากจะเห็นว่าป่าแถบนี้มีหมีจริงๆ แล้วในที่สุด เช้าของวันรุ่งขึ้นก็เป็นเช่นเดิม ไม่มีสัตว์ใดเข้ามายังห้างเราแม้แต่ตัวเดียว


                เมื่อมองเห็นอะไรต่ออะไรชัดแล้ว ลุงอินแกก็เร่งให้พวกเราลงจากห้างโดยแกจะลงมาเป็นคนสุดท้าย เมื่อพวกเราลงมาหมดแล้ว แกก็เอาปืนแก๊ปคู่ชีพสะพายบ่า แล้วกำลังจะปีนลงมาจากห้าง พวกเราก็ได้ยินเสียงปืนดัง  “ปัง”


                พวกเราหันมองไปทางราวป่าทุกด้านอย่างไม่ได้นัดกันไว้


                มันต้องมีสัตว์อะไรสักอย่างที่เสร็จลุงอินแน่ๆ


                ลุงอินแน่จริงๆ ยิงได้ยังไงขณะที่กำลังปีนลงมา


                หมีรึเปล่า มีบางเสียงตะโกนถาม


                อยู่ไหมลุงอิน


                ....................................................


                ....................................................


                เงียบ เงียบสนิท ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้น


                ไม่มีแม้แต่เสียงสัตว์ หรือเสียงของลุงอิน


                พวกเราจึงหันกลับไปมองที่ห้าง แล้วพวกเราทุกคนก็แทบตกตะลึง


                ร่างลุงอิน นอนจมกองเลือดอยู่ใต้ห้างที่แกกำลังจะลงมานั้นเอง   ปืนแก๊ปที่คล้องไหล่ลุง คงจะหลุดร่วงลงมา   ในปืนเองก็บรรจ กระสุน และดินขับเรียบร้อย พร้อมใช้งาน  เมื่อปืนกระแทกพื้น จึงขับลูกกระสุนวิ่งเข้าหาลุงอินในแนวตรง


                ......ลุงอิน พรานป่า ที่ใช้ชีวิตอยู่กับการล่า ก็ยังคงจบชีวิตด้วยการล่า ลุงอินผู้ยิงปืนแม่นเหมือนจับวาง ก็จบชีวิตด้วยการยิงครั้งสุดท้ายที่แม่นยำด้วยตัวแกเอง  ลุงอิน...........


 


                ความประมาท แม้ว่าเป็นคำง่ายๆ ทุกคนรู้จักคำนี้มานานแสนนาน แต่เชื่อไหมว่า ทุกคนก็ยังดำเนินชีวิตอยู่บนความประมาทตลอดเวลา หากตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น จง คิด ทำ และพูด อยู่บนความไม่ประมาท คิด อย่างระมัดระวัง  วิเคราะห์  ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผล อย่าใช้อารมณ์ อย่าใช้ความเคยชิน