ลูเซินท์
educationresearch


 

                     เมืองลูเซินท์เป็นเมืองที่อยู่ประมาณตอนกลางของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่กล่าวได้ว่าสวยงามมาก เป็นดินแดนโรแมนติกที่นักเที่ยวทั้งหลายใฝ่ฝันว่าต้องไปให้ได้ เนื่องจากว่าที่นี่มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว แหล่งชอปปิ้ง และแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่ที่รู้จักกันดีคือสะพานไม้ที่ทอดข้ามทะเลสาบลูเซินท์  และยอดเขาปิลาตุสบนเทือกเขาแอลป์  จะเรียกว่าเป็นสองแห่งก็ไม่ใช่ เพราะว่าถ้าอยู่ที่สะพานไม้มองผ่านข้ามทะเลสาบออกไปยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนก็คือ ยอดเขาปิลาตุสนั่นเอง

สะพานไม้ที่เห็น ทำด้วยไม้ทั้งหมด ในอดีตหลายร้อยปีมาแล้วยังไม่มีสะพานที่ทันสมัยข้ามทะเลสาบ ชาวเมืองก็เลยใช้ไม้ทำสะพานเพื่อข้ามไปยังโบสถ์เล็กๆที่ฝั่งตรงข้าม ปัจจุบันสะพานไม้ถูกรักษาไว้อย่างดี และใช้สามารถงานได้ นอกจากนี้โบสถ์ดังกล่าวก็ยังคงปรากฏอยู่ รอบสะพานไม้มีอาคารเก่าๆมากมาย ในทะเลสาบมีทั้งนกนานาชนิดและมีหงส์สีขาวจำนวนมาก ดูแล้วประทับใจไม่รู้ลืม

ยอดเขาปิลาตุสที่อยู่เป็นฉากหลังของเมืองนั้น มีทางขึ้นอยู่ในตัวเมือง ห่างจากทะเลสาบไม่กี่ร้อยเมตร นั่งรถขึ้นไปสัก 5 นาทีเท่านั้นก็ถีง แล้วมาต่อกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปยังยอดเขา กระเช้าไฟฟ้ามี 2 ระยะ ระยะแรกเป็นกระเช้าเล็กๆนั่งได้กระเช้าละ 4 คน คล้ายกระเช้าชิงช้าสวรรค์ ขึ้นไปได้สัก 1 ใน 3 ก็ถึงสถานี เปิดประตูกระเช้าเพื่อผ่อนคลายคนนั่ง และปรับความดัน โดยไม่ให้คนลงจากกระเช้า จากนั้นขึ้นต่อไปอีก 1 ใน 3 ก็ถึง สถานีนี้จอดให้ลงเพื่อให้ต่อกระเช้าระยะที่ 2  แต่ส่วนใหญ่จะแวะถ่ายรูป บ้างก็เล่นเลื่อนบนหิมะ บ้างก็ลุยหิมะ ปีนเชือก ฯลฯ  เล่นกับหิมะจนเหนื่อยและสมใจจากนั้น จึงขึ้นกระเช้าระยะที่ 2 ที่เป็นกระเช้าใหญ่ ยืนได้ประมาณ 15-20 คน ระยะนี้จะสูงชันมาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะหายเหนื่อย ทั้งอุณหภูมิที่เย็นจัด( – 12 องศาเซลเซียส) ทั้งสีขาวของหิมะ มองไปทางไหนก็มีแต่หิมะ มองลงมาข้างล่างเห็นตัวเมือง และทะเลสาบเหมือนภาพวาด มีที่ให้ปีนเขา ตะลุยหิมะ ตลอดจนที่นั่งให้กินกาแฟอุ่นๆ หรือจะเลือกใช้เก้าอี้นอนอาบลมหนาว 

               ลูเซินท์ เป็นเมืองที่คนชอบไปช็อบปิ้ง มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งเครื่องหนัง นาฬิกาและช็อกโกแล็ต จาระไนไม่หมด ส่วนใหญ่จะหมดเงินไปที่นี่กันมากหลังจากเล่นหิมะกันแล้ว

                     แหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองลูเซินท์คือ อนุสาวรีย์สิงโต ซึ่งอยู่ในตัวเมือง ห่างจากทะเลสาบ ประมาณ 300 เมตร อนุสาวรีย์มีลักษณะเป็นการแกะสลักสิงโตในภูเขาหิน สิงโตอยู่ในลักษณะนอนตาย ในท่ากึ่งหมอบ ที่ลำตัวมีเศษอาวุธหักติดอยู่ แต่ถึงจะนอนตายก็ยังอยู่ในท่าทางที่องอาจ อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติว่า ทหารของประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นทหารที่องอาจกล้าหาญ รักษาสัญญาและหน้าที่แม้ตัวจะต้องตายก็ไม่ทิ้งหน้าที่ เนื่องจากความเก่งกล้าของทหารสวิสเซอร์แลนด์เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ในอดีตจึงมีผู้ว่าจ้างทหารสวิสเซอร์แลนด์ไปอารักขาในปราสาทต่างๆ เรื่องมีอยู่ว่าในการอารักขาปราสาทแห่งหนึ่ง ชาวเมืองบุกเข้าไปยังปราสาท ทหารสวิสเซอร์แลนด์เข้าสกัด ชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก ผู้ครองเมืองเห็นก็สงสารชาวเมือง จึงสั่งให้ทหารสวิสเซอร์แลนด์ที่อารักขาอยู่ทิ้งอาวุธ  ทหารจึงต้องทิ้งอาวุธ เพราะในสัญญาระบุว่าทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ ดังนั้นชาวเมืองจึงเข้าทำร้ายทหารที่ใช้เพียงมือป้องกันตัว และในที่สุดทหารทั้งหมดก็เสียชีวิตลง ตั้งแต่นั้นมาสวิสเซอร์แลนด์จึงยกเลิกการส่งทหารไปรับจ้างอีกต่อไป ยกเว้นเพียงแห่งเดียวคืออารักขาพระสันตะปาปาที่นครวาติกัน ซึ่งปฏิบัติสืบเนื่องมาหลายร้อยปีแล้วเท่านั้น และตั้งตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดๆ แม้จะยังคงมีกองทัพที่แข็งแกร่งเช่นเดิม และสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความกล้าหาญ

                 ลูเซินท์ เมืองที่แสนโรแมนติก เมืองที่สวยงาม จึงมีเสน่ห์มาตราบอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากมาเพลิดเพลินจำเริญใจแล้ว ก็ได้ข้อคิดติดมือกลับไปด้วย ก็หวังว่านอกจากจะเห็นความสวยงามแล้ว เรื่องที่เล่าคงทำให้เราทุกคนทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ด้วยความสมานฉันท์ เพื่อความสุขกันทุกคน